Work & Travel Alaska 3

posted on 12 Aug 2016 23:10 by patchnn directory Travel, Diary

ตอนที่ 3

การท่องเที่ยว

                           เรื่องที่โชคดีที่สุดตอนมาอลาก้าก็คือ การที่ได้เจอคนไทย
ต้องขอเกริ่นก่อนว่า อลาก้าเป็นรัฐที่ใหญ่ที่สุดของอเมกาก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทางธรรมชาติ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยว ก็เน้นเข้าป่าตั้งแคมป์ไรงี้ เพราะฉะนั้นการไปเที่ยวก็ลำบากมากถ้าไม่มีรถ เอาจริงๆในเมือง (Down town) ก็ไม่มีอะไรเลย มีห้างให้พอช้อปปิ้งได้บ้าง ห้างใน Anchorage คือ 5th Avenue อยู่ที่ดาวทาวน์ (เดี๋ยวจะเขียนในดาวทาวน์มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง) เข้าเรื่องต่อก่อนมาเราก็หาสถานที่ท่องเที่ยวในอลาก้า ส่วนใหญ่ก็ธรรมชาติทั้งนั้น เช่น Denali National Park (นั่งรถไฟไปได้ แต่ค่าตั๋วค่อนข้างแพง) อีกที่คือ Homer ที่นี่คืออยากไปมาก เป็นที่ที่ดูมีสตอรี่  Homer is also nicknamed "the end of the road," and more recently, "the cosmic hamlet by the sea." เห็นมะ มันดูมีอะไรอ่ะ 55555

       แต่ก็ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเที่ยวไหนดี เพราะการไปเที่ยวแต่ละที่ชั่งยากเย็น แล้วก็เหมือนโชคเข้าข้างตอนที่อยู่ที่นั่น พี่ที่อยู่บ้านเดียวกันเขาเข้าไปในดาวทาวน์ละเจอคุณน้าคนไทย ก็คุยกัน คุณน้าบอกว่าเสาร์ อาทิตย์ก็ไปวัดสิ เหมือนที่วัดจะมีงานอะไรซักอย่าง ไปช่วยงานเขา บวกกับวัดที่คุณน้าบอกอยู่ใกล้บ้านพวกเราพอดี (ตอนแรกที่ได้ยินก็จินตนาการว่าวัดจะใหญ่โตเหมือนอย่างที่ไทย แต่จริงๆคือไม่ใช่ วัดคือบ้านดีดีนี่เอง) พอไปถึงคือเจอคนไทยเยอะแยะเลย ที่สำคัญได้กินอาหารไทย นี่คือพ้อยเลย 5555 รู้สึกดีอ่ะ แล้วพวกเขาก็ใจดีมากเลยนะ ชวนพวกเราไปเที่ยวกันด้วย นั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นที่เราได้เที่ยวตามความฝันที่เราวางไว้

★ ส่วนมากเป็นรีวิวสถานที่ใน Anchorage

App แนะนำ Alaska http://minimore.com/b/the-real-alaska

https://itunes.apple.com/us/app/the-alaska-app/id385577797 The Alaska App

 

1. Homer

         เรารู้สึกตื่นเต้นมากๆ ออกจากบ้านประมาณตี 5 คุณน้าคนไทยและครอบครัวขับรถบ้านพาไป พอออกนอกเมือง ข้างทางก็จะเป็นธรรมชาติ เต็มไปด้วยภูเขาสูง สวยมากๆ แต่โชคร้ายหน่อย วันที่เราไปอากาศไม่ค่อยดี ฝนตก ทำให้มีหมอกเยอะ พอไปถึงก็แอบผิดหวังนิดนึง คือมันก็เป็นทะเลแต่คือไม่ค่อยสวยตามที่ตาดหวัง แต่ไม่เป็นไร เราอุตส่าห์ได้มาแล้ว สิ่งที่สวยคือพวกข้างๆทางมากกว่า

 นี่คือ Homer "the end of the road" อย่าคาดหวังมาก ถือว่ามาเปิดประสบการณ์เปิดหูเปิดตา 5555

โมเม้นแบบเศร้าๆสวยๆ ไม่จริงๆแล้วหนาว แล้วก็สูงมาก เสียวมากด้วย

สวยใช่มั้ยละ 5555  สถานที่จริงสวยกว่านี้อีกนะ

 

★ ใน Anchorage

2. Chugach State Park

     สถานที่นี้โฮสขับรถพามา ไม่ไกลจากที่อยู่ซักเท่าไหร่ เป็นเหมือนจุดชมวิวมากกว่า ตอนที่เรามา คือช่วงเดือนพ.ค ดูแห้งแล้งยังไงก็ไม่รู้นะ  อาจเพราะหิมะละลายเกือบหมดแล้ว

 

 

3. Saturday Market

       เป็นตลาดกลางแจ้ง อยู่แถวๆ ดาวทาวน์ ในเมืองเลย แน่นอนว่ามีเฉพาะวันเสาร์ ส่วนใหญ่จะขายของพวกของอินดี้ต่างๆ มีของอร่อยๆเยอะแยะเลย มีดนตรีสดมาเล่นให้ฟังด้วยนะ ฟีลกู๊ดสุดๆ

Funnel Cake Mixed Berry เป็นแป้งทอดกรอบ โรยด้วยไอซิ่งและแยมเบอรี่ แนะนำเลย อร่อยสุดๆ

 

 

ตอนนี้ขอจบไว้แค่นี้ก่อนนะคะ ตอนหน้ายังคงเป็นเรื่องท่องเที่ยว

และคิดว่ายังมีอีกหลายๆตอนออกมาอีก เท่าที่มีกำลังจะเขียน

(นี่แค่เขียนบล็อคต้องใช้พลังในการเขียนมากเลยนะ ฮิฮิ)

edit @ 12 Aug 2016 23:11:55 by Pattie

Work & Travel Alaska 2

posted on 08 Jan 2016 18:11 by patchnn directory Diary

ตอนที่ 2

         

         วันแรกที่ไปถึงหนาวมากกกกก นี่มันคือหน้าร้อนของอลาสก้าจริงๆใช่มั้ย? (แต่อยู่ไปซักพักก็จะเริ่มชินกับอากาศ) โฮสก็พาไปทำ Social security card ที่ดาวทาวน์  จากนั้นก็พาไปเจอเมเนเจอร์เป็นคนฟิลิปปินส์ ซึ่งเราคิดว่าคนฟิลิปปินส์ ครองอลาสก้าด้วยซ้ำ คือเยอะมาก ที่ที่เราอยู่ไกลจากที่ทำงานพอสมควร ต้องซื้อจักรยานปั่นไปทำงานเกือบ 30นาที (จริงๆลองหาร้านจักรยานมือสองดู จักรยานในวอลมาทค่อนข้างจะแพง คันนึงก็เกือบพันบาท) บัสก็มีนะคะ แต่แรกๆที่ไปก็อาจจะงงกับเส้นทางนิดนึง ค่าบัสอยู่ที่ $1 ( เพื่อนที่นั่นเล่าว่าบัสค่อนข้างน่ากลัว เพราะจะมีแต่พวกโฮมเลสขึ้น เราขึ้นก็...เฉยๆ =_= ในดาวทาวน์น่ากลัวกว่าเยอะ จะมาเล่าประสบกาณ์โหด มันส์ ฮา? ให้ฟังที่หลังนะคะ 555555)

 

ที่อยู่

       เราพักอยู่มีโฮสคุณลุงและคุณป้าเป็นเจ้าของ ในบ้านมีเด็กไทยที่ไปโครงการเดียวกันทั้งสิ้นประมาณ 10 คน อยู่ห้องละ 4 คน ค่อนข้างพอใจกับที่อยู่นะ สะอาดดี ค่าเช่าเดือนละ $300

 

 

   หน้าบ้าน และบ้านตรงข้ามเยื้องกันไปมีหนุ่มน้อยหน้ามนคนอลาก้า ที่ป้าๆคนไทยหมายปองอยู่ อิอิ 

 


                    บรรยากาศ ถ่ายจากระเบียงบ้าน น่าจะประมาณสองทุ่ม ฟ้ายังสว่างอยู่เลย มีภูเขาล้อมรอบ บรรยากาศดีสุดๆ

 


 ภายในบ้าน

 

การทำงาน

        เราค่อนข้างโชคร้ายนะ ที่ทำงานแบบคนเยอะแล้วเขาก็ให้ ชม.งานเราทำน้อยมาก วันนึงประมาณ 4-5ชม.ได้ทำงาน 4-5วัน/อาทิตย์ เรทอยู่ที่ $8.50 ( ถามว่าเงินพอใช้มั้ย พอนะ เราก็มีเงินช้อปปิ้ง ซื้อนู้นนี่ แต่แค่ไม่มีเงินกลับไทยมาเป็นกอบเป็นกำแค่นั้น...แค่นั้น!! แต่ถ้าหางาน 2ได้ หรือได้ที่ทำงานดีๆได้ ชม.งานเยอะ ก็อาจได้ทุนคืน  และยิ่งไปกว่านั้นถ้าไม่ช้อปก็อาจได้กำไร ไปเที่ยวเมืองอื่นต่อ 555555)( หางานที่ 2ในอลาสก้าค่อนข้างยากนะ อาจเพราะไม่ใช่เมืองใหญ่ + พื้นฐานอังกฤษเราต้องดีนิดนึงกับการหางานที่ 2) ไปแรกๆคือโดนแกล้ง โดนนินทา เพื่อน(ที่เป็นคนฟิลิปปินส์ มอญซะส่วนใหญ่)ถามอายุ พอเราบอก 20 ไป(บอกอายุได้ ยังเป็นตัวเลขที่รับได้ 5555) พวกเขาก็ทำหน้าตกใจกันมากเลยนะ เพราะเด็กไทยดูเด็กมากจริงๆ ถ้าเทียบกับวัยรุ่นที่นู่น เรื่องโดนนินทานี่หลักๆเลย คือพวกเขาคงสงสัยว่าเราเป็นใครมาจากไหน สำเนียงถึงได้กระเหรี่ยงขนาดนี้ มีลูกแล้วหรือยังอายุขนาดนี้ คือ...ฮะ?! เรายังเรียนอยู่น้า T-T (ลืมบอก ถ้าได้เพื่อนฝรั่งนี่จะดีมากเลยนะ เขาแบบสบายๆชิวๆ ไม่ได้อยากรู้เรื่องของเรามากมาย) แต่ก็นั่นแหละ เรื่องเพื่อนคือแรกๆร้องไห้หนักมาก ที่โดนแกล้ง แต่พอเราทำใจดีสู้เสือ พยายามเข้าไปคุยกับเขา ยิ้มให้อะไรแบบนี้ มันก็ค่อยๆดีขึ้น หลังๆนี่ไปเที่ยวด้วยกัน พาเราไปเที่ยวด้วยนะ 5555555

 

 

                ทางไปทำงานที่ต้องปั่นจักรยานกว่า 30นาที แถมยังเป็นทางชันขึ้นเขา เหนื่อยมากและน่องก็ปูดมากเช่นกัน ㅠㅠ

 

อาหารการกิน

หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา...วอลมาท Walmart (ใช่ต้องเป็นที่นี่แน่นอน จะหวังให้มีเซเว่นหรือร้านสะดวกซื้อแผงลอยโชว์ห่วย บอกเลยว่าไม่มีแน่นอนค่ะ 5555) ปิดประมาณห้าทุ่มเที่ยงคืน ถ้าอยากได้ของลดราคาถูกๆ แนะนำให้มาซื้อตอนกลางคืนที่ห้างใกล้ปิด (ไม่ว่าจะดึกแค่ไหนก็ไม่รู้สึกน่ากลัวเลยนะ อาจเป็นเพราะช่วงซัมเมอร์อลาสก้ากว่าจะท้องฟ้ามืดก็ประมาณเที่ยงคืน) มีอีกทีนึงไม่รู้ว่าเคยได้ยินชื่อกันมั้ย Costco อารมณ์คล้ายๆกับแมคโครบ้านเรา ขายของเป็นแพคราคาถูก แต่จะซื้อได้นั้นต้องมีบัตรสมาชิกนะ ตรงนี้อาจจะลำบากนิดนึง (บัตรสมาชิกก็ต้องเป็นคนพื้นที่เท่านั้นที่ทำได้) แล้วก็คนทำอาหารไม่เป็นอย่างเรา นี่ลำบากสุดๆ วันๆก็ต้องกินแต่ซีเรียล ไข่ทอด ขนมปัง แต่ก็เหมือนโชคจะเข้าข้างคนสวย? ในบ้านมีพี่คนนึงทำอาหารไทยได้เหมือนอาหารไทยที่สุด? 55555 เราเลยได้อานิสง

แนะนำร้านพิซซ่า Moose’s tooth เป็นร้านดังของที่นั่นเลย คนเยอะตลอด รสชาติไม่ต้องพูดถึง อร่อยมากกกกก

 

 

 มีหน้าผัดไทด้วย ฟินสุดๆ รสชาติก็เหมือนผัดไทประยุกต์ บอกไม่ถูก 55555

 

ครั้งหน้าจะเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่โชคดีที่สุดที่เจอที่นั่น + สถานที่ท่องเที่ยว

 

 

edit @ 8 Jan 2016 22:56:51 by Pattie

edit @ 8 Jan 2016 23:46:55 by Pattie

edit @ 9 Jan 2016 16:26:29 by Pattie

edit @ 9 Jan 2016 16:27:28 by Pattie

edit @ 12 Aug 2016 22:23:18 by Pattie

edit @ 12 Aug 2016 23:11:18 by Pattie

Work & Travel Alaska 1

posted on 08 Jan 2016 17:42 by patchnn directory Travel, Diary

ตอนที่ 1

 

    สำหรับใครที่อยากไป work&travel แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน คิดว่าบล็อกที่เราเขียนคงช่วยได้บ้างนะคะ (พยายามเขียนให้ละเอียดที่สุด)

เราไป Alaska เมือง Anchorage ไม่ใช่เมืองหลวง แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองเจริญที่สุดแล้ว จะรีวิวการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ที่นี่ แนะนำทริคการใช้ชีวิตให้คุ้มค่า แทบจะทุกอย่างเลยละค่ะ ติดตามกันได้ 

 

 

ขั้นตอนการเตรียมตัว

เราจะคำนวณเงินคร่าวๆนะคะ ที่เราไป ค่าเอเจนรวมเบ็ดเสร็จทั้งหมด 50,000 กว่าบาท +ค่าตั๋วเครื่องบิน 47,610 บาท+poket money 30000 บาท

 

 

 

 

แนะนำการจองตั๋วเครื่องบิน เมื่อรู้ว่าเราได้ไปแน่ๆแล้ว เราเข้าเว็บ https://www.expedia.co.th  เข้าไปดูทุกวันเลยค่ะ พยายามกำหนดวัน เลื่อนวัน แรกๆที่ดูเจอแต่ ห้าหมื่นอัพ ทั้งนั้น แต่เหมือนเป็นความโชคดีเจอ 47,610 เราก็จองทันที โดยที่ตอนนั้นยังไม่สัมภาษณ์วีซ่าเลยด้วยซ้ำ (ซัมเมอร์ช่วงมิ.ย.-ส.ค. ที่อลาสก้าจะเป็นช่วงไฮซีซั่น แน่นอนว่าตั๋วก็จะแพง)

ก่อนหน้านั้น เราได้แวะเที่ยวญี่ปุ่น หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าควรจะจองตั๋วแบบไหนนะ ของเราไม่ใช่แบบ stop (คือแบบรอเปลี่ยนเครื่อง บางที่อาจนานถึง 10ชม. ก็จะขอทำเรื่องแว๊ปออกไปข้างนอกสนามบินได้) วิธีก็คือ เข้าไปที่เว็บจองตั๋ว เลือก Multiple destinations(ปลายทางหลายแห่ง) จากนั้นเราก็ใส่สถานที่ที่เราจะแวะเที่ยว ใส่วัน ที่จะเดินทางออกจากประเทศนั้นๆ

ตอนที่สัมภาษณ์งานกับนายจ้าง ของเราไม่ใช่นายจ้างโดยตรง แต่เป็นเอเจนซี่ที่อยู่ที่นู้นอีกทีผ่านทาง skype (แอบกระซิบว่าเป็นคนจีน) เขาก็ถามคำถามง่ายมากค่ะ เราโดนให้แนะนำตัว แล้วถามว่าชอบนักร้องคนไหน คือแค่ฟังออกตอบได้นี่ก็ผ่านฉลุยแล้วค่ะ แรกๆตื่นเต้นแล้วก็กังวลยิ่งกว่าตอนสอบ 55555 แต่พอสัมภาษณ์เสร็จ ด้วยความรู้สึกงงๆว่า ห้ะ! เสร็จแล้วหรอ?

ต่อมาที่สัมภาษณ์วีซ่า อันนี้กังวลหนักมากค่ะ เตรียมตัวไปอย่างดีมากกกกก เราได้สัมภาษณ์กับผู้ชายตัวสูงๆหล่อๆ ที่หลายคนแอบบอกว่าโหด แต่เราคิดว่ามันคงไม่มีอะไรยากเกินความสามารถ แค่เราพอฟังออกและพยายามตอบคำถามเขา อันนี้ก็โดนถามว่าไปที่ไหน ทำงานอะไร จากนั้นเค้าก็ชวนเราคุยซะเป็นส่วนใหญ่ค่ะ เราได้ทำงานที่ Carl’s Jr เขาก็ถามชอบกินแฮมเบอเกอร์มั้ย อะไรแบบนี้ ตอนที่เขาชวนเราคุยก็พยายามทำหน้าเข้าใจไว้ค่ะ อย่าทำหน้างง 555555

เมื่อวีซ่าผ่าน ก็เตรียมตัวไปกันได้เล้ยยยย (แต่อย่าพึ่งดีใจไปนะคะ จนกว่าจะไปถึงที่นั่น และไม่โดนลอยแพหรือแคนเซิลงาน)

 

จัดกระเป๋า+สภาพอากาศ

จากประสบการณ์ของเรา เน้นตัวโตๆเลยนะคะ เสื้อผ้าอย่าเอาไปเยอะ!!! เมื่อไปถึงที่นั่นและเริ่มได้เงิน จะพบว่าสวรรค์ของการช้อปปิ้งมีจริงๆ 5555  แนะนำคือสำหรับคนที่จะไปอลาสก้านะคะ

เราไปช่วงปลายเดือนพ.ค. ช่วงนั้นยังหนาวอยู่ ก็ใส่พวกสเวตเตอร์ แล้วฮู้ดทับอีกที แต่พออยู่ๆไปเริ่มชินกับอากาศ ก็เปลี่ยนมาใส่เสื้อแขนยาวก็พอ แต่พอเริ่มเดือนก.ค.-ส.ค. เริ่มร้อนแล้วค่ะ มีฝนตกบ้างบางวัน (จะบอกว่าฝนที่อลาสก้าจะตกแบบปรอยๆ ไม่มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าอะไรทั้งนั้น ไม่รู้เพราะอะไรเหมือนกันค่ะ 5555 คนไทยที่อยู่ที่นั่นบอกมา) แดดที่อลาสก้าแรงมากกกกกกก พอๆกับไทยเลย เราปั่นจักรยานไปทำงานมือและหน้าเป็นส่วนที่โดนแดด บอกเลยว่าเกรียม! แต่ทั้งๆที่แดดแรง แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอบอ้าว

เน้นของกินไว้ดีกว่าค่ะ สำหรับคนที่ทำอาหารไม่เป็น ไปที่นั่นและอยากประหยัดเงินค่าอาหารการกิน ก็เอามาม่า ของแห้งต่างๆ ไปเยอะๆเน้อออ มันจำเป็นมากจริงๆ เพราะที่นั่นอาหารไม่หลากหลาย ก็มีแต่พวกแป้งของอวบๆอ้วนๆ ที่ฝรั่งนิยมทานกัน น้ำปลา ซอสปรุงรสต่างๆเราว่าก็สำคัญนะ ถึงแม้จะไปซื้อที่นั่นได้ แต่ตอนแรกเราก็คงไม่รู้ว่าร้านขายของเอเชียมันอยู่ส่วนไหน มันจะมีไหมนะ ? ก็คงต้องเตรียมไปก่อน

 

                                                                                                                                    (c)www.americastandswithpp.org

 

เสร็จแล้วก็เตรียมใจตะลุยต่างแดนกันได้เล้ยยยย

edit @ 8 Jan 2016 22:48:41 by Pattie

edit @ 8 Jan 2016 23:47:30 by Pattie

edit @ 9 Jan 2016 16:20:15 by Pattie

edit @ 30 Oct 2016 18:34:25 by Pattie